ขี้เกียจ ในภาษาอังกฤษคือ lazy ส่วนผัดวันประกันพรุ่ง คือ procrastination หมายถึงการเลื่อนสิ่งที่ควรทำออกไปเรื่อย ๆ ทั้งที่รู้ว่าควรทำ
สองคำนี้มักมาคู่กัน และมักตามมาด้วยประโยคที่เราพูดกับตัวเองว่า "ทำไมเราขี้เกียจแบบนี้"
แต่ถ้ามองให้ใกล้ขึ้นอีกนิด หลายครั้งสิ่งที่เรียกว่าขี้เกียจ ไม่ใช่ความขี้เกียจเลย
เบื้องหลังคำว่า "ขี้เกียจ"
ลองสังเกตว่าตอนที่ไม่อยากเริ่ม เรากำลังเจอแบบไหนอยู่
- งานใหญ่เกินไป มองไม่ออกว่าจะเริ่มตรงไหน สมองเลยเลือกไม่เริ่มเลย
- กลัวทำออกมาไม่ดี ถ้ายังไม่ทำ ก็ยังไม่มีใครเห็นว่ามันไม่ดี
- ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร งานที่ไม่มีความหมายกับเรา เริ่มยากเสมอ
- เหนื่อยจริง ๆ ร่างกายหรือใจกำลังขอพัก ไม่ใช่เรากำลังหนีงาน
แต่ละแบบแก้คนละทาง การดุตัวเองว่า "ขี้เกียจ" จึงไม่ค่อยช่วย เพราะมันไม่ได้แตะต้นเหตุจริงสักข้อ
ยิ่งดุตัวเอง ยิ่งไม่อยากทำ
เวลาเลื่อนงานออกไป ความรู้สึกผิดจะตามมา พอรู้สึกผิด งานนั้นก็ยิ่งน่าอึดอัด และเรายิ่งอยากหนีมันมากขึ้นอีก วนเป็นวงกลม
ทางออกจากวงนี้ไม่ใช่การบังคับตัวเองให้หนักขึ้น แต่คือทำให้ก้าวแรกเล็กลง จนเล็กพอที่ใจไม่ต่อต้าน
ทำให้ก้าวแรกเล็กจนไม่น่ากลัว
- แทนที่จะคิดว่า "ต้องอ่านหนังสือทั้งบท" ลองเป็น "เปิดหนังสือแล้วอ่านหน้าแรก"
- แทนที่จะคิดว่า "ต้องทำรายงานให้เสร็จ" ลองเป็น "พิมพ์หัวข้อรายงานลงไป"
- แทนที่จะคิดว่า "ต้องจัดห้องทั้งห้อง" ลองเป็น "เก็บของบนโต๊ะแค่ 5 ชิ้น"
ก้าวแรกที่เล็กมากมักพาเราไปต่อได้เอง เพราะส่วนที่ยากที่สุดของหลายงานคือช่วงก่อนเริ่ม ไม่ใช่ช่วงที่ทำไปแล้ว
และถ้าวันไหนเริ่มแล้วยังไปต่อไม่ไหว ก็ไม่เป็นไร วันนี้เราได้เริ่มแล้วหนึ่งก้าว ซึ่งมากกว่าเมื่อวาน
เริ่มแค่ 2 นาที
เลือกงานหนึ่งอย่างที่เลื่อนมานานที่สุด แล้วบอกตัวเองว่า "จะทำแค่ 2 นาที" ตั้งเวลาในมือถือ แล้วเริ่ม
ครบ 2 นาทีจะหยุดก็ได้ หรือจะทำต่อก็ได้ แค่สังเกตว่าหลังจากเริ่มไปแล้ว ความหนักใจเปลี่ยนไปแค่ไหน